บทความสุขภาพ
Feed

ทำไมจึงปวดหลัง

15 October 2020

 

ทำไมจึงปวดหลัง

อาการปวดหลัง เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แม้ในสภาวะปกติ เนื่องจากกระดูกสันหลังรับน้ำหนักของร่างกายตลอดเวลา แต่ในเวลานอนจะรับน้ำหนักน้อยที่สุด ถ้าไม่เอาใจใส่กับอาการปวดหลังที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวแล้ว อาการปวดหลังในระยะเริ่มแรก ก็จะกลายเป็นอาการ ปวดเรื้อรัง ทําให้ยากต่อการรักษาให้หายขาดได้ การบําบัดรักษาที่จะได้ผลดี จําเป็นต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจทั้งผู้รักษาและผู้รับการรักษา

 

สาเหตุของโรคหรือความผิดปกติที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง

  1. การบาดเจ็บ เช่น ตกจากที่สูง หมอนรองกระดูกเคลื่อน 
  2. การติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง 
  3. ความผิดปกติแต่กําเนิด 
  4. เนื้องอก เช่น การกระจายของมะเร็งจากอวัยวะอื่นมาที่กระดูกสันหลัง
  5. ความเสื่อมทางชีวกลศาสตร์ของหลัง เช่น ท่าทางไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ขาดการออกกําลังกาย
  6. อารมณ์ตึงเครียด อาจส่งผลถึงกล้ามเนื้อหลัง ทําให้มีอาการเกร็งและปวดหลังได้ ในที่นี้ขอกล่าวถึงอาการปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุ ข้อที่ 5 และ 6

 

การรักษาตนเองเมื่อปวดหลัง

  1. การประคบร้อน ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณที่ปวดหรือเกร็งประมาณ 20-30 นาที ในท่านอนคว่ำ (ไม่ควรนอนทับอาจทําให้กระเป๋าแตกได้)     
    **ถ้าหลังเคล็ดหรือแพลงที่เกิดจากกล้ามเนื้อหลังหรือเอ็นข้อต่อถูกยืดหรือฉีกขาด ให้ประคบด้วยความเย็นใน 2 วันแรก หลังจากนั้นให้ใช้การประคบร้อนต่อไป
  2. รักษาหลังให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องอยู่เสมอ
  3. เมื่ออาการปวดหลังบรรเทาลง ให้เริ่มออกกําลังกาย 
  4. เมื่ออาการปวดไม่ทุเลาลง หรือมีอาการชาร่วมด้วย ให้รีบปรึกษาแพทย์

 

หลักการรักษาหลังให้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง

  1. การนอน ที่นอนต้องแข็งพอควร เมื่อนอนแล้วไม่ยุบไปตามน้ำหนักตัว
  2. การนั่ง เก้าอี้ควรสูงพอดี หัวเข่าอยู่ในระดับเดียวกับข้อสะโพกหรือสูงกว่าเล็กน้อย เท้าทั้งสองวางราบกับพื้นพอดีควรมีพนักพิง ตั้งแต่หลังถึงสะบักและควรเอนไปข้างหลังเล็กน้อยขณะนั่ง(รวมถึงการนั่งขับรถ) ควรนั่งเต็มเบาะนั่ง วางเท้าทั้งสองราบกับพื้น ข้อเข่าอยู่ระดับเดียวกับข้อสะโพกหรือสูงกว่าเล็กน้อย พิงหลังกับพนักเก้าอี้ โดยให้มีระยะห่างจากโต๊ะทํางานหรือ พวงมาลัยรถพอเหมาะ ไม่ควรอยู่ท่าก้มตัวมากเกินไป
  3. ควรยืนหลังตรง ศีรษะตรง ไม่ควรยืนแอ่นพุง เมื่อยืนทํางานนานๆ ควรมีเก้าอี้เตี้ยรองรับเท้าข้างใดข้างหนึ่ง และเปลี่ยนสลับข้างบ่อยๆ เมื่อต้องการทำกิจกรรมใดๆ เช่น การล้างหน้า, การล้างจาน ควรย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อให้หลังตรง แทนการก้มตัว
  4. การเดิน เดินตัวตรง ศีรษะตรง หลังตรง ควรสวมรองเท้าที่สบายๆ ไม่ควรสวมรองเท้าส้นสูงมากเมื่อต้องเดินนานๆ
  5. การยกของ การยกสิ่งของจากพื้น ให้เท้าที่ถนัดอยู่ข้างหน้าเล็กน้อย ค่อยๆย่อเข่าลงให้ชิดสิ่งของ หลังต้องตรง จากนั้นค่อยๆ ลุกขึ้น ให้ของนั้นอยู่ตรงหน้าและประชิดตัวมากที่สุด อย่าบิดหรือเอี้ยวตัวขณะยกของหนัก

 

ข้อเสนอแนะสําหรับการออกกําลังกายทั่วไป

  1. พยายามทําอย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 20-30 นาทีติดต่อกันหรือเท่าที่ไหว
  2. อบอุ่นร่างกายก่อนออกกําลังกายทุกครั้ง โดยประมาณ 5 นาที เพื่อเตรียมระบบกล้ามเนื้อและระบบไหลเวียนโลหิต
  3. บริหารทุกๆ ส่วนของร่างกาย 
  4. ออกกําลังกายวันละน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลําดับ 
  5. หายใจเข้า-ออก ทุกๆ จังหวะของการออกกําลังกาย 
  6. พยายามเลี่ยงการใช้แขนค้ำจุนร่างกายขณะออกกําลัง 
  7. ควรเลี่ยงการออกกําลังกายแบบเกร็งค้างไว้นาน
  8. ไม่ควรหยุดออกกําลังกายทันที ควรอบอุ่นร่างกาย (Warm Down) ต่ออีก 5 นาที โดยการลดน้ำหนักหรือความเร็วลง
  9. หากมีอาการผิดปกติ  หรืออาการปวดบริเวณที่มีปัญหาอยู่ ควรหยุดออกกำลังกายในท่านั้นทันที