บทความสุขภาพ
Feed

โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี

22 January 2018

 

โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี คือ โรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดแพร่กระจายที่อันตรายสูง ตัวเชื้อนิวโมคอคคัสมักพบอาศัยอยู่ในโพรงจมูกหรือคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ (เป็นพาหะ) แต่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เพียงการ ไอ จาม สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจติดเชื้อโรคได้ง่าย

โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ที่มีอาการรุนแรง คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นโรคร้ายที่อาจทำลายชีวิตลูกน้อยได้ใน 2 วัน ควรป้องกันดีกว่าเป็นแล้วมารักษา เพราะเชื้อมักดื้อยา และต้องรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุของโรค

เกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชื่อเต็มคือ สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี่ (Streptococcus pneumoniae) เชื้อโรคชนิดนี้ เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในเด็ก มักพบการติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และพบการติดเชื้อรุนแรงในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

 

อาการแสดงของโรคได้ 3 แบบ คือ

  1. การติดเชื้อแบบรุนแรง ลุกลาม แพร่กระจาย (IPD) ได้แก่ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง
  2. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้แก่ ปอดอักเสบ และการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนล่างตั้งแต่กล่องเสียงลงไป
  3. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ คออักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ

เชื้อชนิดนี้ พบเป็นพาหะอยู่ที่โพรงจมูกและคอ ในเด็กทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ เชื้อชนิดนี้ นอกจากก่อโรคในเด็กแล้วยังทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ในผู้ใหญ่อายุมากกว่า 65 ปี

 

อาการของการติดเชื้อนิวโมคอคคัส

โรคติดเชื้อ IPD ไม่ใช่โรคใหม่ อาการของโรคนี้ จะมีอาการไข้เหมือนกับโรคติดเชื้อทั่วไป แต่ถ้าการติดเชื้อรุนแรงลุกลาม ทำให้เกิดการติดเชื้อได้หลายแบบขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ติดเชื้อคือ

  1. การติดเชื้อในระบบประสาท ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ซึม อาเจียน คอแข็ง ส่วนในเด็กทารกจะมีไข้สูง ซึม ร้องกวน กระหม่อมโป่งตึง และชักได้ ถ้ารักษาไม่ทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้ การวินิจฉัยโรคนี้ต้องมีการตรวจเพาะเชื้อ จากการเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง
    จากการศึกษาเด็กที่ป่วยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในประเทศไทย พบเชื้อที่เป็นสาเหตุ 3 อันดับแรก คือ

    • เชื้อฮิบ ( HIB ; Hemophilus Influenza B) 41.2%
    • เชื้อนิวโมคอคคัส (IPD ; Invasive Pneumocaccal Disease) 22.1%
    • เชื้อซัลโมเนลล่า (Salmonella) 14.1%

    จะเห็นว่าเชื้อตัวนี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็กไทย
     
  2. การติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีอาการไข้สูง ร้องกวน เชื้อสามารถกระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด อาจเกิดการช็อค และเสียชีวิตได้
  3. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ปอดอักเสบ เด็กมีไข้ ไอ หอบ ถ้ารุนแรงมากอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากภาวะการหายใจล้มเหลว
  4. การติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนบน คือ คออักเสบ หูน้ำหนวก (หรือหูชั้นกลางอักเสบ) และไซนัสอักเสบ ถ้ารักษาไม่ถูกต้องเชื้ออาจลุกลามไปอวัยวะข้างเคียงและสมองได้

อาการไข้ในเด็กเล็ก ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักหายได้เอง อย่างไรก็ตามควรเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะบางครั้งอาจไม่ใช่ไข้ธรรมดา สาเหตุหนึ่งของอาการไข้ อาจเกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส แม้พบไม่บ่อยแต่รุนแรง เพราะเชื้อจะลุกลามอย่างรวดเร็ว และหากได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที อาจคร่าชีวิตเด็กได้ใน 2-3 วัน

 

โรค IPD รักษาได้อย่างไร

การติดเชื้อนิวโมคอคคัส สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง เช่น คออักเสบ หูน้ำหนวก หรือไซนัสอักเสบสามารถให้ในรูปแบบยารับประทานได้ แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อแบบลุกลาม (IPD) ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลแบบผู้ป่วยใน และให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดพร้อมกับการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องการหายใจ ยากันชัก เป็นต้น

การติดเชื้อแบบลุกลาม จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่น การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง อาจทำให้เด็กชัก เกิดความพิการของสมองปัญญาอ่อนได้ ถึงแม้ว่าโรค IPD จะรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ปัจจุบันพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัส บางสายพันธุ์มีการดื้อยา (การดื้อยา หมายถึง เชื้อโรคมีการปรับตัวเอง ทำให้ยาปฏิชีวนะที่เคยใช้ได้ผลกลับไม่ได้ผลต้องใช้ยาปฏิชีวนะขั้นสูงขึ้น) ทำให้การรักษาลำบากมากขึ้นและหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้เกิดความพิการ และเสียชีวิตได้

 

เด็กกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้

เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้แก่

  • เด็กที่มีสุขภาพดีอายุน้อยกว่า 2 ปี
  • เด็กที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคตับเรื้อรัง
  • เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี
  • เด็กที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกลางวัน
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กที่มีน้ำไขสันหลังรั่ว

 

ข้อปฏิบัติเบื้องต้นในการป้องกันโรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ในเด็ก

  1. สอนให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ และปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่จาม หรือไอ
  2. สอนในเด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัส กับคนที่เป็นไข้หวัดหรือป่วย
  3. ให้ลูกกินนมแม่เพื่อให้มีภูมิต้านทานจากแม่ไปสู่ลูกทางอ้อม
  4. การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง

 

วัคซีนป้องกัน IPD คืออะไร

เนื่องจากในประเทศไทย วัคซีนชนิดนี้ยังค่อนข้างใหม่อยู่ จึงยังไม่ได้มีการศึกษา การตอบสนองของวัคซีนนี้ในเด็กไทย ในประเทศอเมริกามีการใช้วัคซีนนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 โดยเด็กทุกคนจะได้รับวัคซีนป้องกัน IPD ตอนอายุ 2,4,6 และ 12-15 เดือน มีการเก็บข้อมูลผลของการให้วัคซีน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1998-2003 พบว่าอัตราการติดเชื้อแบบลุกลามลดลงเรื่อยๆ อัตราการเกิดปอดอักเสบและหูชั้นกลางอักเสบก็ลดลงด้วย นอกจากนั้น ยังพบว่าการเป็นพาหะก็ลดลงด้วย การแพร่เชื้อในชุมชนลดลง ผู้ใหญ่กลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี มีอัตราการติดเชื้อลดลงด้วย

 

สรุปผลของวัคซีน คือ

  1. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อไอพีดี
  2. ช่วยลดอัตราการดื้อยาปฏิชีวนะของเชื้อนิวโมคอคคัส
  3. เชื้อทางอ้อมสู่คนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ เช่นเดียวกันช่วยลดจำนวนเชื้อพาหะในโพรงจมูก และลำคอของเด็ก ทำให้การแพร่กระจายเชื้อลดลง จึงเป็นการป้องกันการติด

 

วัคซีนป้องกัน IPD ป้องกันโรคได้ดีแค่ไหน

เชื้อนิวโมคอคคัส มีหลายสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรค จากการศึกษาของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้มีการตรวจตัวอย่างเชื้อจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อรุนแรง (IPD) ในกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี จาก 4 โรงพยาบาล คือ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลภูมิพล โรงพยาบาลเด็กและโรงพยาบาลศิริราช พบสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคที่พบบ่อย 7 อันดับแรก คือ

 

กลุ่มอายุ สายพันธุ์
น้อยกว่า 1 ปี 6B,23F,19F,14,19A,9V,1
น้อยกว่า 2 ปี 6B,23F,14,19F,19A, 6A,9V
น้อยกว่า 3 ปี 6B,23F,19F,14,19A,9V,18C

เมื่อทราบสายพันธุ์ของเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคแบบรุนแรงแล้ว มาทำความรู้จักกับวัคซีนกัน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรค IPD อยู่ 2 ชนิด คือ

  1. วัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ 23 สายพันธุ์ (เรียกย่อๆ PS 23) [Polysaccharide Vaccine 23 serotype ; PS23]
    วัคซีนนี้ครอบคลุมเชื้อก่อโรคแบบลุกลาม (IPD) ในเด็กได้ครอบคลุม 80% ของสายพันธุ์ที่ก่อโรค แต่พบว่าวัคซีนนี้ไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคนี้ที่ไม่ได้มาทางกระแสเลือด เช่น ถ้ามีการติดเชื้อปอดอักเสบจากการสำลักเชื้อเข้าไป วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคได้ นอกจากนั้นวัคซีนนี้ต้องให้ในเด็กอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไป จึงจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่สามารถให้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบบลุกลาม
  2. นิวโมคอคคัส คอนจูเกต วัคซีนชนิด 7 สายพันธุ์ (เรียกย่อๆ ว่า PCV 7) [Pneumococcus conjugate Vaccine 7 serotypes ; PCV 7]
    วัคซีนนี้ครอบคลุมเชื้อก่อโรคได้ 7 สายพันธุ์ คือ 4, 6B,9V,14,18C,19F และ 23F พบว่าครอบคลุมสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคในเด็กไทยได้ประมาณ 70% (จากข้อมูลการเก็บตัวอย่างเชื้อจาก 4 โรงพยาบาล) วัคซีนนี้ แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุ2,4,6 และ 12-15 เดือน (4 ครั้ง ตามการฉีดของต่างประเทศ) สำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น เด็กที่ไม่มีม้าม แนะนำให้ฉีดตามด้วยวัคซีน PS23 หลังอายุ 2 ปีด้วย

ผลข้างเคียงของวัคซีนที่พบ คือ อาจมีบวมแดงบริเวณที่ฉีด มีไข้ 2-3 วัน ในอนาคตอาจมีวัคซีนที่สามารครอบคลุมสายพันธุ์ก่อโรคได้มากขึ้นซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย

 

ความจำเป็นของวัคซีนป้องกัน IPD ในเด็กไทย

ปัจจุบันในต่างประเทศมีการใช้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ IPD อย่างแพร่หลาย บางประเทศยังได้มีการฉีดวัคซีนให้กับเด็กทารกทุกราย โดยบรรจุอยู่ในตารางวัคซีนพื้นฐาน (EPI program) เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา อิตาลี ออสเตรเลีย เป็นต้น

ในเด็กไทยอุบัติการณ์ของการเกิด IPD มีน้อยกว่าในต่างประเทศ ยังไม่มีการศึกษา การตอบสนองของวัคซีนนี้ในเด็กไทย ทำให้ยังไม่ทราบว่าเด็กไทยควรได้รับการฉีดกี่ครั้ง จึงจะเหมาะสม คำแนะนำของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก คือ ให้ฉีดวัคซีนชนิด PCV 7 ตามคำแนะนำของต่างประเทศ คือ อายุ 2, 4, 6 และ 12-15 เดือน (4 ครั้ง) ส่วนเด็กที่มีความเสี่ยงต่อ IPD มาก เช่น ไม่มีม้าม หลังฉีดวัคซีนแล้วยังจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะป้องกันเหมือนเดิม เพราะวัคซีนยังไม่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ของเชื้อนี้

ปัญหาใหญ่ของวัคซีนคงเป็นเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง วัคซีน PCV 7 ราคาเข็มละประมาณ 4,200 บาท จะฉีดกี่ครั้งให้ดูตามอายุที่เริ่มฉีดตามตาราง

 

วัคซีนป้องกัน ไอ พี ดีป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ตารางการฉีด คือ

ฉีดครั้งที่ เมื่ออายุ
1 2 เดือน*
2 4 เดือน**
3 6 เดือน**
4 (กระตุ้น) 12-15 เดือน***

* หรือเริ่มให้เมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์
** หรือห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
*** หรือห่างกันอย่างน้อย 2 เดือน

 

สำหรับเด็กที่อายุตั้งแต่ 7 เดือน ขึ้นไปตารางการฉีดวัคซีน

อายุที่เริ่มฉีด จำนวนครั้ง (ฉีดปกติ+ฉีดกระตุ้น)* ระยะห่าง
7-11 เดือน 3 (2+1) ครั้งที่ 1, 2 ห่างกัน 1-2 เดือน
ครั้งที่ 3 ห่างกัน 2 เดือน
12-23 เดือน 2 (1+1) ครั้งที่ 1, 2 ห่างกันอย่างน้อย 2 เดือน
24 เดือน-9 ปี 1 ฉีดครั้งเดียว

* ฉีดปกติ ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน 
* ฉีดกระตุ้น ห่างกันอย่างน้อย 2 เดือน

 

ความจำเป็นที่บุตรหลานควรจะได้รับวัคซีนหรือไม่ คงอยู่ในดุลยพินิจของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง แพทย์เป็นฝ่ายให้ข้อมูลของโรคและวัคซีน คุณพ่อคุณควรขอคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ที่ดูแลบุตรหลานท่าน

สัมภาษณ์รายการ Health Station
โดย นพ.พรเทพ สวนดอก